5 เทรนด์สุขภาพบนโซเชียล แพทย์เตือน "อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยง" อาจตายไม่รู้ตัว

5 เทรนด์สุขภาพบนโซเชียล แพทย์เตือน "อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยง" อาจตายไม่รู้ตัว

5 เทรนด์สุขภาพบนโซเชียล แพทย์เตือน "อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยง" อาจตายไม่รู้ตัว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อย่าหาทำ 5 เทรนด์สุขภาพบนโซเชียล แพทย์เตือน "อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยง" อาจตายไม่รู้ตัว

บนโลกโซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยคำแนะนำด้านสุขภาพและเวลเนส (Wellness) แต่ใช่ว่าทุกเรื่องจะมีวิทยาศาสตร์รองรับ ในขณะที่เทรนด์สุขภาพบางอย่างที่กลายเป็นไวรัลอาจจะดูไม่มีพิษมีภัย หรือแค่ไม่ได้ผล แต่เทรนด์บางอย่างกลับส่งผลเสียและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างร้ายแรง

1. บำบัดด้วยพิษผึ้ง (Bee Venom Therapy)

การบำบัดด้วยพิษผึ้งเป็นแพทย์ทางเลือกรูปแบบหนึ่งที่มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการนำมาต้านการอักเสบสำหรับโรคพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Diseases) อย่างไรก็ตาม อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพบางคนกลับเคลมว่า การบำบัดด้วยพิษผึ้งด้วยตัวเอง โดยการจับผึ้งมาวางบนหลังแล้วให้มันต่อย เป็นวิธีรักษาโรคไลม์ (Lyme Disease) ตามธรรมชาติที่ได้ผลชะงัด

มุมมองจากแพทย์: "น่าเสียดายที่วิธีนี้อันตรายมาก เพราะไม่มีการควบคุมปริมาณยา การเตรียมตัว หรือขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานในการบำบัด มีรายงานว่าผู้ป่วยเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) จากการบำบัดด้วยวิธีนี้ และจากการศึกษาที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็ยังไม่มีงานวิจัยไหนเลยที่พิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์ ตรงกันข้าม กลับพบแต่ความเสี่ยงที่ร้ายแรง"นพ. คริสเตียน นาจอตต์ (Christian Nageotte) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยาจาก Henry Ford Health

2. อาหารเสริมซ้อนอาหารเสริม (Supplement Stacking)

เทรนด์กินอาหารเสริมแบบ "จัดเซต" หรือ "Stacking" กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในโซเชียล โดยเป็นการยุให้คนกินอาหารเสริมหลายๆ ตัวพร้อมกันเพื่อเป้าหมายเฉพาะเจาะจงบางอย่าง คุณสามารถหาคำแนะนำในการจับคู่เซตอาหารเสริมได้ง่ายๆ บน Reddit หรือ TikTok และอินฟลูเอนเซอร์หลายคนก็ทำเซตออกมาขายเองด้วย

มุมมองจากแพทย์: "เทรนด์นี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะการกินอาหารเสริมซ้อนกันอาจทำให้ร่างกายได้รับวิตามินสูงเกินไปโดยไม่ตั้งใจ จนถึงขั้นเป็นพิษต่อร่างกายได้ ตัวอย่างเช่น บางคนอาจกินวิตามินรวม, อาหารเสริมบำรุงผม-ผิว-เล็บ, อาหารเสริมช่วยนอนหลับ และยังกินวิตามินดีแยกอีกกระปุก โดยไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังกินวิตามินดีซ้ำซ้อนกันในหลายรูปแบบ ซึ่งการมีวิตามินดีในร่างกายมากเกินไปจะส่งผลให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงและเกิดปัญหาตามมาที่ไต ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง"พญ. ราเชล เพสซาห์-พอลแลค (Rachel Pessah-Pollack) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและโภชนาการจาก NYU Langone Health

3. ตัดคาร์โบไฮเดรตออกโดยสิ้นเชิง (Cutting Out Carbs Completely)

คาร์โบไฮเดรตมักจะถูกทำให้กลายเป็นผู้ร้ายในสังคม นับตั้งแต่สูตรลดน้ำหนักแบบ Atkins Diet (เน้นกินโปรตีนและไขมัน) ถูกยกย่องว่าเป็นวิธีลดน้ำหนักแบบคาร์บต่ำ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: "แม้ว่าคาร์โบไฮเดรตมักจะถูกมองในแง่ลบ แต่จริงๆ แล้วพวกมันคือส่วนประกอบสำคัญของรูปแบบการกินอาหารที่สมดุล และไม่จำเป็นต้องตัดทิ้ง ร่างกายของเราต้องพึ่งพาคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานหลัก ความต้องการของแต่ละคนอาจต่างกันไป แต่โดยทั่วไปคนที่ต้องการพลังงาน 2,000 แคลอรีต่อวัน ควรได้รับคาร์โบไฮเดรตประมาณ 275 กรัมต่อวัน"  - แมดิสัน คลาร์ก (Madison Clarke) นักกำหนดอาหารวิชาชีพจาก UAB St. Vincent’s

เธอยังเสริมด้วยว่า น่ากังวลมากที่คนเชื่อว่าการงดคาร์บคือสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ความกลัวนี้เกิดจากการสื่อสารที่ย่อยง่ายเกินไปจนไปตราหน้าว่าคาร์บคือสิ่ง 'ดี' หรือ 'เลว' ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เราต้องแยกแยะระหว่าง คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีสูง กับ คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการขัดสีและอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ให้ได้

4. นมดิบ (Raw Milk)

อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพหลายคน รวมถึง โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี เจอาร์ (RFK Jr.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมารณรงค์ให้ดื่ม "นมดิบ" (นมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์) โดยอ้างว่ามีสารอาหารมากกว่า ทว่าเรื่องนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่ที่แน่ๆ กระบวนการพาสเจอร์ไรส์มีไว้เพื่อฆ่าเชื้อโรค เช่น ซัลโมเนลลา (Salmonella), อีโคไล (E. coli) และลิสทีเรีย (Listeria) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: "การพาสเจอร์ไรส์ไม่ได้ลดคุณค่าทางโภชนาการของนมอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนหรือแคลเซียม แต่ความจริงคือมันช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างมหาศาลด้วยการทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ งานวิจัยยังไม่พบว่านมดิบช่วยลดอาการแพ้แลคโตส ช่วยเรื่องภูมิแพ้ หรือเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นเลย กระบวนการพาสเจอร์ไรส์ทำให้นมกลายเป็นหนึ่งในอาหารที่ปลอดภัยที่สุดและช่วยลดโรคติดเชื้อที่มาจากนมได้อย่างมหาศาล"  - เจค ฮาวแมน (Jake Howman) นักกำหนดอาหารวิชาชีพด้านโรคมะเร็งจาก The Ohio State University Wexner Medical Center

5. การหลีกเลี่ยงวัคซีน (Vaccine Avoidance)

สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดกระแสความลังเลใจและความกังขาต่อวัคซีนกลับมาอีกครั้ง โดยรายงานล่าสุดจาก KFF (องค์กรนโยบายสุขภาพที่ไม่แสวงหากำไร) ชี้ให้เห็นว่า อัตราการฉีดวัคซีนในเด็กกำลังลดลงเรื่อยๆ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความไม่ไว้วางใจในความปลอดภัยของวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น

มุมมองจากแพทย์: "อีกหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวลคือ ความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นต่อสถาบันวิทยาศาสตร์และบุคลากรทางการแพทย์ เราจะเห็นได้ว่าความไม่ไว้วางใจนี้แสดงออกมาในรูปแบบของ 'กระแสความลังเลและการหลีกเลี่ยงวัคซีนที่เพิ่มขึ้น' ทั้งที่วัคซีนสามารถช่วยชีวิตคนไว้ได้หลายล้านคน และเป็นหนึ่งในมาตรการทางสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์มนุษย์"นพ. เอ็ดเวิร์ด ชีน (Edward Sheen) ผู้บริหารฝ่ายควบคุมคุณภาพและสุขภาพประชากรจาก L.A. Care Health Plan

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล